ความหมายระดับคำและประโยค
ความหมายของระดับคำ (Word Meaning)
คำต่างๆ จะมีความหมายไม่เหมือนกัน คำบางคำมีความสำคัญในเรื่องของความหมายมาก เช่น คำนาม คำกริยา ฯลฯ คำบางคำไม่ต้องรู้ความหมายก็ได้ เพียงแต่ทำหน้าที่ประสานและโยงใยคำศัพท์สำคัญต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น คำบุพบท คำสันธาน ฯลฯ
ตัวอย่างประโยค เช่น Boys like to play จะมีคำที่สำคัญ 3 คำคือ boys, like และ play เราสามารถใช้คำที่เป็นประเภทเดียวกันมาแทนที่คำสำคัญเหล่านี้ได้ เช่น Girls hate to fight ไม่มีคำอื่นใดที่จะสามารถแทนที่ to ได้ ต้องใช้คำเดิมและเป็นคำที่ไม่ได้ให้ความหมายแต่เป็นคำจำเป็นที่จะต้องมีอยู่จึงจะเป็นประโยคที่ถูกต้อง เราไม่สามารถที่จะใช้คำอื่นมาแทน to ได้
เราสามารถเรียกคำที่ให้ความหมายตาม Henry Sweet (1981) ว่าเป็น full word และเรียกคำที่ทำหน้าที่ทางไวยากรณ์แต่ไม่มีความหมายหรือมีความหมายแต่ก็น้อยมากกว่าเป็น form word ซึ่งจะให้ความหมายเฉพาะเป็นความหมายทางไวยากรณ์ (grammatical meaning) full word เป็นคำที่เราสามารถค้นหาความหมายได้ในพจนานุกรมและความหมายของคำนั้น ๆ ต้องเกี่ยวกับคำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ความหมายของคำ
การศึกษาหาความหมายของคำ เราต้องดูส่วนที่เล็กกว่าคำหรือก็คือหน่วยของคำ (morpheme) เพราะเป็นส่วนที่ให้ความหมายเหมือนกัน เช่น -berry -y เช่น คำว่า blueberry, windy, creamy, moody และ -ed ในคำว่า loved ซึ่งแยกเป็น 2 morpheme คือ /lʌv/ และ /d/ คำว่า loved เราสรุปได้ว่าเป็น 2 คำ เพราะว่า love ที่แสดงถึงปัจจุบัน และคำว่า loved ที่แสดงถึงอดีต
คำที่ให้ความหมายทางไวยกรณ์ หรือ (form word) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น grammatical word เป็นคำที่อาจจะมีความหมายน้อยหรืออาจจะไม่มีความหมายเลย เช่น ปัจจัยต่างๆที่เติมท้ายคำทำหน้าที่ทางไวยกรณ์ เช่น เสียง /s, z, əz, ən/ แสดงพหุพจน์ในภาษาอังกฤษ หรือปัจจัยอื่นที่แสดงถึงกรณีต่างๆ (case) และเพศ (gender) ในภาษาต่างๆเช่น ในภาษาลาติน หรือในภาษาอิตาลี เป็นต้น
ส่วนของคำที่ให้ความหมายเลียนเสียงะรรมชาติ (Phonesthetic word)
คือคำประเภทที่มีบางส่วนของคำ ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหน้าหรือส่วนหลังของพยัญชนะที่ให้ความหมายเหมือนเสียงที่เกิดขึ้นจริง เช่น คำที่ขึ้นต้นด้วย sl- จะมีความหมายในเชิงลบ เช่นคำว่า slide, slip และ slush ทั้ง 3 คำนี้จะมีความหมายว่า ลื่น และ ไหล และคำที่มีความหมายเชิง pejorative เช่นคำว่า slang, sloppy และ slut
คำที่ลงท้ายด้วย –ump จะมีความหมายในทำนอง ก้อน ปุ๋ม กระแทก บด เช่น
Plump = ทับ ตกลงมาดังปุ
Rumpus = เสียงเอะอะอึกทึก
Bump = ชน กระทบ
Dump = เท กอง
เราไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดว่า ส่วนของคำแต่ละส่วนนั้นมีความหมายเหมือนกันอย่างไร เพราะไม่มีความแน่นอน เช่น คำที่บอกว่าเป็นสัตว์ตัวผู้ และสัตว์ตัวเมีย คำบางคำจะแยกประเภทของคำ แต่บางคำอาจจะไม่ต้องแยกคำว่าเป้น male หรือ female เช่น
คำที่ระบุเพศ Ram = แกะตัวผู้, ewe = แกะตัวเมีย / stallion = ม้าตัวผู้, mare = ม้าตัวเมีย
คำที่ไม่ระบุเพศ sheep = แกะ / horse = ม้า
คำบางคำไม่มีคำที่เฉพาะเจาะจงที่ระบุถึงเพศที่ชัดเจนในคำเดียว ต้องใช้คำคุณศัพท์ช่วยอธิบายเพิ่ม เช่น male elephant, male giraffe, female elephant, female giraffe.
ความหมายที่เกิดจากส่วนต่างๆ ของคำและวลีประเภทสำนวน (idioms)
คำประเภทสำนวน (idioms) เป็นกลุ่มคำที่ให้ความหมายทั้งกลุ่ม ไม่ได้ให้ความหมายแบบแยกคำ จะเดาความหมายของคำบางคำในกลุ่มว่าเป็นความหมายของคำทั้งกลุ่มคำไม่ได้ เช่นคำว่า
Kick the bucket = ตาย
Fly of the handle = โมโหสุดขีด อารมณ์เสีย
Spill the beans = เผยความจริง
กลุ่มคำที่คำแต่ละคำมีความหมายในตัวเอง เช่นคำว่า
Kick the table = เตะโต๊ะ
Fly of the roof = ตกจากหลังคา
Spill the coffee = ทำกาแฟหก
อรรถลักษณ์ (Semantic Feature)
หมายถึง องค์ประกอบความหมายย่อยของคำ นักภาษาศาสตร์ศึกษาความหมายของคำโดยตั้งคำถามว่า “เมื่อเรารู้ความหมายของคำ เรารู้อะไร” นักภาษาศาสตร์เชื่อว่านอกจากเจ้าของภาษาจะรู้ว่าคำหนึ่งๆ ออกเสียงอย่างไรแล้ว ยังรู้ว่าคำนั้น ๆ มีองค์ประกอบความหมายย่อยหรืออรรถลักษณ์อะไร ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้พูดภาษาอังกฤษรู้ความหมายของคำ to murder ว่าคือ ‘to kill somebody deliberately and illegally’ แปลว่า ผู้ที่ทำกริยา to murder ต้องเป็นคนที่มีความตั้งใจในการวางแผนมาล่วงหน้ามาแล้ว เพื่อที่จะทำให้บุคคลอื่นเสียชีวิต ก็คือถ้าผู้พูดภาษาอังกฤษรู้ว่าคำกริยา to murder มีองค์ประกอบของความหมายย่อยอะไร ก็จะรู้ว่ามีแค่ประโยคแรกเท่านั้นที่จะถูก จากตัวอย่างด้านล่าง
Peter murdered his wife’s lover.
Peter murdered his wife’s puppy.
Peter’s python murdered his wife’s puppy.
Peter’s python murdered his wife’s possession.
เนื่องจากผู้ที่พูดจะรู้ว่าผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ to murder ไม่สามารถใช้กับคำนามอื่นได้นอกจากมนุษย์หรือบุคคลเท่านั้น ต่างจากคำว่า to kill ที่สามารถใช้กับคำนามประเภทอื่น ๆ นอกจากบุคคลได้ ดังตัวอย่างด้านล่าง
Peter killed his wife’s lover.
Peter killed his wife’s puppy.
Peter’s python killed his wife’s puppy.
เราสามารถสรุปความหมายย่อยได้โดยใช้อรรถลักษณ์ แสดงออกมาเป็นเครื่องหมายเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ
+ = มีคุณลักษณะ – = ไม่มีคุณลักษณะ * = มีหรือไม่มีคุณลักษณะก็ได้
to murder to kill
+ ทำให้ตาย + ทำให้ตาย
+ ผู้กระทำมีความตั้งใจ – ผู้กระทำมีความตั้งใจ
+ ผู้กระทำเป็นคน * ผู้กระทำเป็นคน
+ ผู้ถูกกระทำเป็นคน * ผู้ถูกกระทำเป็นคน หลักฐานทางอ้อม
ความสัมพันธ์ทางด้านความหมาย
นักภาษาศาสตร์ได้ค้นพบว่าความสัมพันธ์ทางด้านความหมายของคำในแต่ละคำอาจมีความหมายสัมพันธ์ อาจเป็นได้ทั้งแบบตรงไปตรงมาหรือแบบซับซ้อน โดยได้จัดความสัมพันธ์ไว้ 3 ประเภท ได้แก่ คำพ้องความ/ไวพจน์, คำลูกกลุ่มและคำจ่ากลุ่ม และ คำตรงข้าม
1.) คำพ้องความ/ไวพจน์ (Synonym) คือคำที่มีความหมายคล้ายกันแต่มี รูปต่างกัน คำพ้องความอาจใช้แทนกันในบริบทหรือในประโยคเดียวกันได้ เช่น
Our youngest boy is at college.
Our youngest son is at college.
จะเห็นได้ว่ารูปทั้ง 2 คำ ระหว่าง boy และ son ต่างกันแต่ความหมายไม่ได้ต่างกัน เพราะความหมายอ้างถึงเหมือนกัน แต่สำหรับบางคำก็จะมีความหมายเชิงจิตวิสัยต่างกันเช่นคำว่า chick ที่มีความหมายไม่ต่างจากคำว่า girl แต่คำว่า chick จะดูเหมือนมีความหมายในเชิงจิตวิสัยที่ไม่ดีต่อผู้หญิง เช่นประโยค Why don’t you give that chick a call?
นักภาษาศาสตร์พบว่าส่วนใหญ่แล้วคำพ้องความที่เป็นคำยืมจากภาษาต่างประเทศจะให้ความหมายว่าเป็นคำที่เป็นนามธรรม ฟังดูเป็นทางการ หรือแม้กระทั่งคลุมเครือไม่ชัดเจน เช่น คำยืมจากภาษาละตินจะให้ความหมายทางสังคมว่าเป็นคำที่ฟังราวกับมีหลักการหรือ ฟังดูดี มากกว่าคำพ้องความที่เป็นคำอังกฤษ (Ullmann, 1981: 144 )
ตัวอย่างของคำพ้องความที่เป็นคำคู่ระหว่างภาษาอังกฤษและคำยืมภาษาต่างประเทศที่ เป็นคำนาม กริยา หรือคุณศัพท์ และคำยืมต่างประเทศมีความหมายทางสังคมต่างจากคำภาษาอังกฤษ แสดง ในตารางต่อไปนี้
คำนาม
คำกริยา
คำคุณศัพท์
– การแปลทางภูมิศาสตร์ (Regional Variation) คือการแปลจากถิ่นที่อยู่ของคำนั้น ๆ เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดคำพ้องความในภาษาอังกฤษ เช่นคำว่า rubber ที่คนอังกฤษจะให้พูดกัน ในขณะที่คนอเมริกันใช้คำว่า eraser ซึ่งมีความหมายเหมือนกันคือ “ยางลบ” ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นคำพ้องความที่พบ ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน และแบบอังกฤษเทียบกันทั้งสองแบบ
– คำรื่นหู (Euphemism) คือคำหรือวลีที่ใช้กล่าวแทนการกล่าวตรง ๆ เพื่อเลี่ยงการกล่างถึงคำที่ดูน่ารังเกียจ น่าอาย หรือไม่อยากจะกล่าวออกมาโดยตรง เพราะคำบางคำจะมีความหมายเชิงจิตวิสัยที่ดูไม่ดี จึงต้องเลือกใช้คำพ้องความที่ฟังดูรื่นหูกว่า ดังตัวอย่าง
2.) คำลูกกลุ่ม (Hyponym) และคำจ่ากลุ่ม (Superordinate) คือคำที่มีความสัมพันธ์ด้านความหมายในลักษณะของคำหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของความหมายอีกคำ หรือมีความหมายที่ครอบคลุมอีกคำ ดังตัวอย่าง
3.) คำตรงข้าม (Antonym) คือคำที่มีความหมายตรงข้ามกัน หรือมีความหมายขัดกัน เช่น true และ false และสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทที่มจะมีความแตกต่างกันคือ
– คำตรงข้ามลดหลั่น (Polar/Gradable Antonym) คือตรงข้ามที่ขึ้นอยู่กับความในใจของผู้ใช้ สามารถใช้คำวิเศษณ์ที่แสดงลำดับขั้นได้เช่น Mary is very/slightly/rather/quite/a bit/too small สามารถใช้คำบอกลำดับขั้นกว่าและขั้นสูงสุดได้ (-er, -est) เช่น Mary is smaller than Anne. หรือ Mary is the smallest. และสามารถใช้ร่วมกับประโยคคำถาม How … is it ? ได้ เช่น How big is Mary? หรือ How small is Mary?
– คำตรงข้ามทวิภาค (complementary) คือคำตรงข้ามที่ไม่มีการโยงกันทางความหมายเลย เป็นคำที่มีความหมายที่คำอีกคำหนึ่งไม่มี เช่น Mary is alive. ก็จะเขียนเป็นประโยคตรงข้ามได้ว่า Mary is not dead. และจะไม่สามารถใช้คำแสดงลำดับขั้น คำบอกลำกับขั้นกว่าชั้นสุด และประโยคถาม How…? ได้เลย (Cruse, 2004:164-165)
ความหมายของประโยค
ความกำกวม (Ambiguity)
1.ความกำกวมที่เกิดจากคำ (lexical Ambiguity) คือประโยความกำกวมที่เกิดจากคำที่มีความหมายมากกว่าหนึ่งความหมาย เป็นคำที่มีรูปเหมือนกัน ตามตัวอย่างดังนี้
และถ้าคำพวกนี้ไปอยู่ในประโยค ก็จะทำให้ประโยคนั้นมีความหมายมากกว่าหนึ่งความหมายเช่น
I hate that orange. ความหมายแรกคือ I hate that fruit และความหมายที่สองคือ I hate that (orange) color.
2.ความกำกวมที่เกิดจากโครงสร้าง (Syntactic Ambiguity) คือประโยคความกำกวมที่มีความหมายมากกว่าหนึ่งความหมาย จากการที่มีโครงสร้างที่มีมากกว่าหนึ่งโครงสร้าง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
– โครงสร้างวลี คือโครงสร้างที่ทำให้เกิดความกำกวมจากคำคุณศัพท์ เกิดร่วมกับคำนามมากกว่าหนึ่งคำ โดยคำคุณศัพท์นั้นสามารถขายาคำนามคำเดียว หรือทั้งสองคำได้เช่น
No one saw the intelligent doctors and nurses.
ความแรกก็จะตีความได้ว่า Only the doctors were intelligent หรือก็คือ intelligent ขยายแค่ doctors
No one saw the intelligent doctors and nurses.
และแบบที่สองจะสามารถตีความได้ว่า intelligent สามารถขยายได้ทั้งสองคำ ก็จะตีความหมายได้ว่า Both doctors and nurses were intelligent.
No one saw the intelligent doctors and nurses.
– โครงสร้างประโยค คือโครงสร้างที่มีความกำกวมเกิดจากโครงสร้างประโยคที่มีส่วนขยายได้ทั้งคำกริยาและส่วนอื่น ๆ ของประโยค ดังประโยคตัวอย่าง
John wanted the presidency more than Anne.
ประโยคนี้จะสามารถตีความความหมายได้สองแบบ คือ
John wanted the presidency more than he wanted Anne.
John wanted the presidency more than Anne wanted the presidency.
หากเลือกเติม he wanted Anne หรือ wanted the presidency อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะสามารถทำให้ความกำกวมของประโยคหายไปได้ เพราะว่าประโยคนั้นมีความหมายที่เจาะจงสมบูรณ์
การขยายความ (Entailment)
การขยายความในประโยค คือ การขยายความระหว่างประโยคอย่างน้อยสองประโยค การขยายความจะเกิดขึ้นความหมายของประโยคแรกเป็นจริง ความหมายของประโยคที่สองก็จะเป็นจริงด้วย และจะสามารถขยายความแต่ถ้าความหมายของประโยคแรกไม่เป็นความจริง ประโยคทีสองก็จะไม่เป็นความจริงเช่นกัน (Cruse, 2004: 27)
Ashly killed the rat. ขยายความประโยคว่า The rat died.
ส่วนใหญ่แล้วความสัมพันธ์ทางความหมายแบบการขยายความ นั้นไม่ใช่ในทางกลับกัน ตัวอย่างเช่น ประโยคสองประโยค ต่อไปนี้มีความสัมพันธ์กันทางความหมายแบบการขยายความ หรือก็คือประโยคแรกขยายความประโยคที่สอง แต่ประโยคที่สองไม่ได้ขยายความประโยคแรก (Fromkin, Rodman and Hyams, 2007: 176)
ความหมายของประโยคแรกที่ว่า Ashly killed the rat. เป็นความจริง ประโยคที่สอง The rat died. (ถ้าหากว่า the rat คือหนูตัวเดียวกัน) ก็จะเป็นความจริงด้วย ถ้าเราพบว่าความหมายของประโยคตัวอย่างที่สองคือการปฏิเสธความจริง นั่นคือ The rat did not die. หมายความว่า แอชลี่ไม่ได้ฆ่าหนูตัวนั้น ( Ashly killed the rat.) แต่ถ้าความสัมพันธ์แบบการขยายความของประโยคทั้งสองประโยคนี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบกันและกัน หรือก็คือประโยคที่สอง The rat died. ไม่จำเป็นต้องขยายความประโยคแรกที่ว่า Ashly killed the rat. แปลว่าหนูตัวนี้อาจตตายด้วยสาเหตุอื่น ๆ เช่น โดนแมวกินหรือโดนอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ Ashly ที่ฆ่าหนู
การถอดความ (Paraphrase)
คือการขยายความของประโยคสองประโยคที่สามารถขยายความได้ซึ่งกันและกันได้ (Peccei, 2002: 11-12) ดังตัวอย่างด้านล่าง
Peter is in front of Gwen. ขยายความประโยคว่า Gwen is behind Peter.
Jane is behind Toby. ขยายความประโยคว่า Toby is in front of Jane.
– ความสัมพันธ์ทางความหมายของการขยายความ เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยหรือขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ขึ้นกับความหมายของส่วนประกอบทางภาษาที่อยู่ในประโยคนั้น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ทางด้านความหมายของคำลูกกลุ่มและคำจ่ากลุ่มสามารถทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางความหมายระหว่างประโยคแบบการขยายความได้ จากตัวอย่างประโยคสองประโยคนี้จะพบว่าประโยคแรกขยายความประโยคที่สอง
This is an apple. ขยายความประโยคว่า This is a fruit.
ประโยคแรก This is an apple. ซึ่งขยายความความประโยคที่สองที่ว่า This is a fruit. นั้น มีคำว่า apple ส่วนคำว่า fruit ที่ปรากฏในประโยคตัวอย่างที่สองนั้นเป็นคำที่มีความสัมพันธ์กันทาง ความหมายกับคำว่า apple โดยคำว่า apple เป็นคำลูกกลุ่มของคำจ่ากลุ่มว่า fruit
ตัวอย่างต่อไปนี้ เป็นประโยคที่มีความสัมพันธ์กันทางความหมายแบบการขยายความ และในแต่ละประโยคก็มีคำที่มี ความสัมพันธ์กันทางความหมายแบบคำลูกกลุ่มและคำจ่ากลุ่ม
Peter caught a sea bass. ขยายความประโยคว่า Peter caught a fish.
Pat whacked John. ขยายความประโยคว่า Pat hit John.
Her hair color is auburn. ขยายความประโยคว่า Her hair color is red.
John is a Roman Catholic. ขยายความประโยคว่า John is a Christian.
อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นว่าประโยคที่มีคำลูกกลุ่มต้องสัมพันธ์ทางความหมายแบบการขยายความกับประโยคที่มีคำจ่ากลุ่ม ขอให้พิจารณาตัวอย่างประโยคต่อไปนี้ (Cruse, 2004: 149)
Peter became a Roman Catholic. ไม่ได้ขยายความประโยคว่า Peter became a Christian.
It’s not a rose. ไม่ได้ขยายความประโยคว่า It’s not a flower.
ทั้ง ๆ ที่มีคำว่า Roman Catholic ในประโยค Peter became a Roman Catholic. และคำว่า Roman Catholic เป็นคำลูกกลุ่มของคำจ่ากลุ่มว่า Christian ในประโยค Peter became a Christian. ประโยค Peter became a Roman Catholic. ไม่ได้ขยายความว่า Peter became a Christian. เพราะ Peter อาจจะไม่ได้ ‘became’ a Christian แต่เป็น Christian อยู่แล้ว เพียงแต่เปลี่ยนจากการเป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์ที่เป็น Protestant หรือ Orthodox มาเป็น Roman Catholic เช่นเดียวกับประโยคว่า It’s not a rose. ไม่ได้ขยายความประโยคว่า It’s not a flower. ทั้ง ๆ ที่มีคำลูกกลุ่มว่า tulip และคำจ่ากลุ่มว่า flower อยู่ในประโยคทั้งสอง เพราะถ้าไม่ได้เป็นดอก rose อาจจะเป็นดอกไม้ประเภทอื่นก็ได้