ประเภทของความหมาย
นักภาษาศาสตร์สามารถจำแนกความหมายได้เป็น 3 ประเภท คือ ความหมายอ้างอิง (Referential Meaning) ความหมายเชิงจิตวิสัย (Affective Meaning) และความหมายทางสังคม (Social Meaning) (Finegan, 1999 และ Yule, 2007)
ความหมายอ้างอิง (Referential Meaning)
คือความหมายหลักที่เราสามารถสืบค้นความหมายได้ทั่วไปในพจนานุกรม เช่นคำว่า December มีความหมายว่า ‘the last month of the year’ และความหมายอ้างอิงสามารถอ้างอิงถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่บนโลกความจริงได้ เช่น คำว่า Unicorn ‘an animal like a white horse with a long straight horn on its forehead’ หรือก็คือสัตว์ในนวนิยาย
1.) คำที่มีรูปเหมือนกัน อาจมีความหมายอ้างมากกว่าหนึ่งความหมาย เช่นคำว่า walk
2.) คำที่รูปเหมือนกัน เป็นคำประเภทเดียวกัน อาจมีความหมายไม่สัมพันธ์กัน เช่นคำว่า train
3.) คำที่มีรูปเหมือนกัน แต่เป็นคำต่างประเภทกัน อาจมีความหมายอ้างถึงต่างกัน เช่นคำว่า bank
ความหมายเชิงจิตวิสัย (Affective Meaning)
คือความหมายที่แสดงอารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติที่อาจแฝงอยู่ในคำ แต่เราอาจไม่พบความหมาย เนื่องจากผู้ใช้ภาษาอาจมีความหมายเชิงจิตรวิสัยต่อคำในภาษาแตกต่างกัน เช่น ผู้ใช้ภาษาอังกฤษบางคนคิดว่าคำว่า low-calorie ที่ใช้ เมื่อกล่าวถึงอาหาร มีความหมายที่ดีเพราะคิดว่ามีความสัมพันธ์ทางความหมายกับคำว่า healthy หรือผู้ใช้ภาษาอังกฤษบางคนอาจคิดว่าคำว่า January ‘the first month of the year’ มีความหมายที่ไม่ดี เพราะทำให้คิดถึงช่วงเวลาที่ลำบาก อากาศหนาวจัด (Yule, 2007: 100)
ความหมายทางสังคม (Social Meaning)
คือความหมายที่จะบอกว่าอัตลักษณ์ของผู้ที่ใช้คำนั้น ๆ ว่ามีสถานะอย่างไร เพศใด อายุเท่าไหร่ และมีฐานะในสังคมอย่างไร โดยจะมี 4 ประเภทที่เกี่ยวกับอัตลักษณ์ของผู้ใช้คำนั้น ๆ
1.) คำที่มีความหมายทางสังคมที่ให้ข้อมูลว่าผู้พูดมาจากที่ใด ประเทศใด เช่น คำว่า bloke ในประโยค He seemed like a nice bloke. มีความหมายอ้างถึงเดียวกับประโยคว่า He seemed like a nice man. เนื่องจากคำว่า bloke มีความหมายอ้างถึงคือ ‘man’ เมื่อผู้ฟังหรือผู้อ่านได้ยินหรืออ่านคำว่า bloke ในประโยคข้างต้น ผู้ฟังหรือผู้อ่านจะได้ความหมายทางสังคมที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าผู้ใช้คำว่า ‘bloke’ น่าจะเป็นผู้พูดภาษาอังกฤษที่มาจากประเทศอังกฤษ เนื่องจากคำว่า bloke เป็นคำศัพท์ที่เฉพาะชาวอังกฤษนิยมใช้แทนคำว่า man
ตัวอย่างที่สองของความหมายทางสังคม ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้เลือกใช้คำว่ามาจากที่ใดคือ That lotion is good for ashy skin. ประโยคนี้มีความหมายอ้างถึงเหมือนกับประโยค ว่า That lotion is good for dry skin. แต่เมื่อผู้พูดใช้คำว่า ashy แทนคำว่า dry เราอาจสันนิษฐานได้ว่าผู้ใช้คำว่า ashy นั้นเป็นคน African American เพราะการพูดภาษาอังกฤษโดยทั่วไปจะไม่ใชคำว่า ashy เมื่อต้องการสื่อความหมายอ้างว่า ‘dry appearance of the skin’ (Green, 2004: 79)
2.) คำที่มีความหมายทางสังคมที่ให้ข้อมูลว่าผู้ใช้ภาษาเป็นเพศใด เช่น
A: Oh dear, you’ve put the peanut butter in the refrigerator again.
B: Shit, you’ve put the peanut butter in the refrigerator again.
จากการใช้คำอุทานว่า dear ทำให้คิดได้ว่า ผู้พูด A เป็นผู้หญิง เนื่องจาก Oh dear เป็นคำอุทานของสตรี และเมื่อเปรียบเทียบกับความหมายทางสังคมที่ให้ข้อมูล เกี่ยวกับผู้ใช้คำอุทานว่า shit นักภาษาศาสตร์พบว่าผู้ใช้คำว่า shit หรือผู้พูด B น่าจะเป็นเพศชายมากกว่า เพศหญิง (Coates, 2004: 15)
3.) คำที่มีความหมายทางสังคมที่แสดงข้อมูลเรื่องฐานะทางสังคม เช่น คำว่า toilet สำหรับ ผู้พูดภาษาอังกฤษแบบชาวอังกฤษ โดยนักภาษาศาสตร์พบว่า ผู้พูดภาษาอังกฤษแบบชาวอังกฤษบางคนอาจคิดว่าคำว่า toilet ให้ข้อมูลว่าผู้พูดที่เลือกใช้คำว่า toilet แทน คำว่า lavatory น่าจะเป็นผู้พูดที่มีฐานะทางสังคมต่ำ (lower class) (McCarthy and O’Dell, 2004: 216)
4.) คำที่มีความหมายทางสังคมที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของผู้พูดในเรื่องอายุ เช่น
A: ‘I use the word, wireless, but my niece uses the word, radio.’
สำหรับผู้พูดภาษาอังกฤษ การใช้คำว่า wireless แทน radio มีความหมายทางสังคมว่าผู้ใช้ คำว่า wireless น่าจะเป็นผู้ที่มีอายุมาก ไม่พบว่าผู้พูดภาษาอังกฤษโดยทั่วไปที่ไม่ได้มีอายุมากจะใช้คำว่า wireless