Skip to content

ประวัติความเป็นมาของอรรถศาสตร์

       ในช่วงประมาณ 100 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษ วาโร (Varro) ได้รวบรวมและเรียบเรียงไวยากรณ์ภาษาละติน โดยศึกษาการกำเนิดและความเป็นมาของคำต่าง ๆ เป็น 1 ใน 3 ของการศึกษาภาษาศาสตร์ นอกจากการศึกษาหน่วยคำ (Morphology) และระบบประโยคหรือการศึกษาความสัมพันธ์ของคำที่มีต่อกันในกลุ่มคำหรือในประโยค (Syntax) ซึ่งวิธีการศึกษา การกำเนิดและประวัติของคำในส่วนของการพิจารณาเนื้อหาเพื่อให้เข้าใจความหมายได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่ความเข้าใจ ในการศึกษาภาษา จนในศตวรรษที่ 19 ที่วิชาอรรถศาสตร์ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการศึกษาภาษาศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนในสมัยโบราณไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาความหมาย อันที่จริงพวกเขานั่นแหละที่ได้พยายามมองให้เข้าใจถึงการใช้คำและ sense ของความหมายของคำ และสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางด้านความหมาย (Semantic Change) ในช่วงเวลาต่างๆ ของคำอยู่ตลอดเวลา จนถึงปีคริสต์ศตวรรษที่ 5 นักปรัชญาชื่อ โพรครุส (Proclus) ได้ทำการศึกษาโดยสำรวจการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำ และสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงความหมายของคำจะเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรม (Cultural Change) และจะเป็นการเปลี่ยนแปลงความหมายแบบอุปมาอุปมัย (metaphor) ซึ่งเป็นสำนวนการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง หรืออาจจะเป็นการเปลี่ยนจากความหมายกว้างขึ้นหรือแคบลง (Widening and narrowing) เป็นต้น

ประวัติความเป็นมาของการศึกษาอรรถศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ

          ช่วงที่ 1 เป็นเวลาประมาณ 150 ปี ช่วงแรกนี้เรียกว่า “Underground period” of Semantics ไรซิค (Reisig) ชาวเยอรมันได้เสนอความคิดใหม่ ๆ ในการศึกษาภาษาที่เกี่ยวข้องกับอรรถศาสตร์ แต่ความคิดของเขายังไม่เป็นที่ยอมรับ งานเขียน 2 เรื่องของเขาและเพื่อนชื่อ เอฟ ฮาส (F.Hasse) ที่เขียนเกี่ยวกับอรรถศาสตร์ได้ถูกตีพิมพ์ แต่ไม่มีผู้สนใจ หลายทศวรรษต่อมา มิเชล เบรอัล (Michel Breal) ได้เป็นผู้จุดประกายความคิดเดิมของ Reisig โดยเขาคิดว่าตัวเองกำลังเริ่มศึกษาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

          ช่วงที่ 2 ประมาณปี ค.ศ.1880 เป็นต้นไป รวมกันประมาณ 50 ปี Breal ได้พิมพ์บทความของเขาในปี ค.ศ.1883 ลงในวารสารชื่อ “คลาสสิค” (Classic) เป็นบทความที่เขาได้เริ่มใช้คำ “new science” ในวารสารดังกล่าว เป็นที่แน่ชัดว่า Breal ก็เหมือนกับ Reisig ในการมองอรรถศาสตร์ว่าเป็นการศึกษาที่เป็น “purely historical study” และความคิดนี้ได้กลายเป็นหลักการมาตลอดการศึกษาอรรถศาสตร์ในช่วงที่ 2 โดยที่นักอรรถศาสตร์ส่วนใหญ่เข้าใจกันว่า งานชิ้นแรกที่พวกเขาควรจะทำในการศึกษาอรรถศาสตร์ คือ “การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความหมายของคำ” เพื่อพิสูจน์หาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง และจัดประเภทสาเหตุดังกล่าวในเรื่องที่เกี่ยวกับตรรกวิทยา จิตวิทยา และอื่น ๆ และควรที่จะตั้งกฎเกณฑ์ด้วย

ใน 2 ทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 19 นักภาษาศาสตร์ในทวีปยุโรปได้มีความสนใจในการศึกษาอรรถศาสตร์มากขึ้น นักอรรถศาสตร์ในเยอรมนีได้แสดงตัวและเสนอความคิดเห็นในเรื่องอรรถศาสตร์ มีการพิมพ์หนังสือของชาวฝรั่งเศสชื่อ Arsene Darmesteter เรื่อง La Vie des mots etudiee dans leurs significations ในปีค.ศ.1887 และในปีค.ศ.1897 Breal ก็ได้เขียนหนังสือเรื่อง Essai de Semantique หนังสือทั้งสองเล่มมีความสำคัญมากและหนังสือแนวคลาสสิครุ่นแรกที่ได้ถูกพิมพ์ขึ้นหลายครั้ง และได้มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ที่น่าสนใจก็คือนักกวีนิพนธ์ในยุคนั้นได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดทางภาษาศาสตร์ในเชิงของอรรถศาสตร์กันมากขึ้น ในช่วงแรก ๆ ของศตวรรษที่ 20 (ประมาณ 30 ปีแรกของศตวรรษ 20) ได้มีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา เลียวนาร์ด บลูมฟีลด์ (Leonard Bloomfield) เป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญคนสำคัญของภาษาศาสตร์ ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำในรูปแบบต่าง ๆ เช่น

       1. ความหมายเปลี่ยนแปลงจากเดิมเคยมีความหมายกว้าง ๆ เปลี่ยนเป็นแคบลง เช่น meat เดิมมีความหมาย “food” ปัจจุบันคือ meat (เนื้อสัตว์)

       2. ความหมายจากเดิมเคยมีความหมายแคบเปลี่ยนเป็นกว้างขึ้น เช่น bird เดิมมีความหมาย “nestling” ปัจจุบัน คือ bird

       3. ความหมายเปลี่ยนมาเป็นแบบอุปมาอุปไมย เช่น bitter เดิมมีความหมาย “biting” ปัจจุบันคือ bitter (ขม)

       4. ความหมายเปลี่ยนจากเดิมมีความหมายเกี่ยวกันกับบางส่วน ปัจจุบันมีความหมายทั้งหมด (part หรือ Synecdoche —> whole) เช่น town เดิมมีความหมาย “fence” หรือ stone เดิมมีความหมาย “heated room”

       5. ความหมายเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นความหมายในทำนองที่ดี ปัจจุบันความหมายเลวลง แย่ลง (Amelioration —> Degeneration or Pejoration) เช่น boy เดิมมีความหมาย “knave or serving boy”

       6. ความหมายจากเดิมเป็นความหมายในแบบธรรมดา แต่ปัจจุบันความหมายดีขึ้น (Elevation) เช่น knight เดิมแปลว่า “boy” หรือ “servant” ปัจจุบันคือ knight (อัศวิน)

คำบางคำไม่สามารถหาเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงความหมายได้โดยเฉพาะคำบางคำที่กลายเป็นคำต้องห้าม (Taboo) และมีการใช้คำแทน (Euphemism) เช่น die เปลี่ยนมาใช้ pass away, poor เปลี่ยนมาใช้ under privilege โดยเฉพาะคำ defecation ถือเป็นคำต้องห้าม มีคำแทนมากมาย เช่น W.C., lavatory, toilet, bathroom, restroom, comfort station, ladies, gentle และ loo เป็นต้น

ในช่วง 30 ปีแรกของศตวรรษ 20 นอกจากศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านความหมายของคำอย่างแพร่หลายแล้ว นักอรรถศาสตร์ยังได้ให้ความสำคัญกับศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาด้านความหมาย เลยไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะศาสตร์ทางวาทศิลป์ ร้อยแก้ว ร้อยกรอง และความไพเราะของภาษาเท่านั้น แต่ได้ให้ความสำคัญเหล่านี้กับการพัฒนาการของความหมาย เช่น นักภาษาศาสตร์ชาวสวีเดน ชื่อ กุสตาฟ เสติร์น (Gustaf Stern) ได้เขียนหนังสือเสนอแนะแนวคิดทางอรรถศาสตร์ในปีค.ศ. 1931 ซึ่งนับเป็นหนังสือที่ได้สรุปเรื่องอรรถศาสตร์ได้ดีที่สุดหนังสือเล่มนี้ชื่อ Meaning and Change of Meaning โดยยกตัวอย่างที่ใช้ในการอธิบายเป็นตัวอย่างภาษาอังกฤษ และการเปลี่ยนแปลงของความหมายที่เขานำมาใช้ ก็เป็นผลจาการวิจัยของเขาเอง หนังสือเล่มนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการศึกษาค้นคว้าเรื่องความหมายในวงการอื่น ๆ รวมทั้งการศึกษาโรคพูดไม่ได้ และโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติในการพูด

การเปิดศักราชใหม่ในการศึกษาอรรถศาสตร์นี้เอง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานการศึกษาภาษาศาสตร์ไปพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลงนี้เรียกว่า “การปฎิวัติโคเปอร์นิกัน” (Copernican Revolution) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการศึกษาภาษาศาสตร์ เริ่มโดยอาจารย์สอนภาษาศาสตร์ชาวสวิสชื่อ เฟอร์ดินันด์ เดอ โซชูร์ (Ferdinand de Saussure) แห่งมหาวิทยาลัยเจนีวา เขาได้พิมพ์หนังสือชื่อ linguistique general ในปีค.ศ. 1916

ในประเทศเยอรมนี ศาสตร์จารย์ไทนเออร์ (Trier) ได้นำทฤษฎีของ Saussure เข้ามาใช้ในการศึกษาอรรถศาสตร์ และได้สร้างทฤษฎีชื่อ “Semantic Field Theory” เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายแต่ไม่มากนัก เพราะผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั้งสงครามสิ้นสุดลง นับจากปี ค.ศ. 1950 อรรถศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทใหม่ (โดยอาศัยแนวคิดเดิมของ Saussure) แบ่งอรรถศาสตร์ออกเป็น 2 แบบคือ “แบบใหม่” กับ “แบบเก่า” อรรถศาสตร์แบบใหม่จะแตกต่างจากแบบเก่าตรงที่ว่า แบบใหม่จะไม่ต้องศึกษาภาษาในยุคโบราณ แต่ยังนิยมการศึกษาวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงด้านความหมาย ตลอดจนมีพยายามที่จะวิเคราห์โครงสร้างของคำ

ในศตวรรษที่ 20 อรรถศาสตร์สมัยใหม่จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับลีลาของภาษา (Stylistics) เพราะลีลาของภาษาจะมีความเกี่ยวข้องกับคุณค่า (value) ของภาษา การศึกษาลีลาของภาษาจึงเป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่ต้องนำมาศึกษาร่วมกับอรรถศาสตร์ ในการวิเคราะห์ความหมาย ที่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าปัญหาต่าง ๆ ในการวิเคราะห์ความหมายจะต้องมีการศึกษาลีลาของภาษาพร้อมกันไปกับการศึกษาเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์ของความหมาย (Emotive Overtones)

การศึกษาอรรถศาสตร์แนวใหม่ยังครอบคลุมไปถึงการศึกษาความหมายของภาษาใดภาษาหนึ่งโดยเฉพาะ และได้มีการพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนถึงการใช้คำศัพท์สำนวน (Idioms) ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในแต่ละภาษาอีกด้วย นอกจากนี้ อรรถศาสตร์สมัยใหม่ยังชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างความรู้สึก นึกคิด จิตใจ กับภาษา ภาษาจะไม่เป็นเครื่องมือที่จะแสดงความคิดของผู้ใช้เท่านั้น แต่จะมีอิทธิพลที่จะทำให้ความคิดออกมาเป็นรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ โดยการกำหนดความคิดนั้น ๆ ไปสู่ทิศทางที่ต้องการ ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ ซึ่งในตอนนั้น ๆ ได้มีความสำคัญในการศึกษาอรรถศาสตร์

ท้ายสุดได้มีการพบความสัมพันธ์ระหว่างภาษาศาสตร์กับปรัชญา เพราะนักปรัชญาสมัยใหม่ยังคงศึกษาปรัชญาด้วยการแก้ปัญหาในเรื่องของความหมายอรรถศาสตร์ในเชิงปรัชญา จึงเป็นการศึกษาสาขาหนึ่งของวิชาตรรกศาสตร์ที่เกี่ยวกับสัญลักษณ์ (Symbolic Logic) หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็น “Theory of Signs” แต่ความสัมพันธ์ระหว่างอรรถศาสตร์ภาษาศาสตร์กับอรถถศาสตร์ปรัชญายังเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเปราะบาง แต่ถ้ามองโดยทั่วไปจะเห็นว่า ภาษาศาสตร์และปรัชญาซึ่งเป็นศาสตร์ที่มีปัญหาคล้ายกันจะต้องช่วยเหลือกัน และสัมพันธ์กันในวิชาอรถถศาสตร์

ทฤษฎีการศึกษาอรรถศาสตร์

          Kempson (1977) ได้พยายามอธิบายและให้ทฤษฎีในการศึกษาอรรถศาสตร์โดยอธิบายหลัก 3 ประการที่เป็นทฤษฎีของความหมายดังนี้

          1. Semantic theory จะแสดงให้เห็นธรรมชาติของความหมายของคำ วลี และประโยค และอธิบายให้เห็นธรรมชาติของความสัมพัทธ์และความเกี่ยวข้องระหว่างคำ วลี และประโยคเหล่านั้น

          2. Semantic theory จะสามารถบอกหรือทำนายความหมายกำกวมของคำ วลี และประโยคต่าง ๆ ได้

          3. Semantic theory จะสามารถอธิบายคุณสมบัติและอธิบายความสัมพัทธ์ทางด้านความหมายของคำ วลี และประโยคได้อย่างเป็นระบบ

          และอาจพูดได้อีกนัยหนึ่งว่า Semantic theory จะแสดงความสัมพัทธ์ระหว่างถ้อยคำในภาษา (Linguistic expressions) กับสิ่งที่เรียนว่า things in the world ได้

"ความหมาย" คืออะไร?

ความหมายตามแนวปรัชญา (Philosophical Theories of Meaning)

          นักปรัชญาได้แสดงความคิดในการให้ความหมายของ “Meaning” ได้มากมายซึ่งแต่ละท่านต่างก็พยายามให้ความหมายที่แท้จริงที่เกี่ยวข้องกับผู้พูด และเกี่ยวข้องกับโลกทั้งโลก เช่น การให้ ความหมายของคำ bachelor (ผู้ชายที่ยังเป็นโสด, ยังไม่ได้แต่งงาน) สิ่งที่ต้องวิเคราะห์ก็คือคำ bachelor มีองค์ประกอบอย่างไร (มีตัวสะกดรูปสระพยัญชนะ) และมีความหมายของ unmarried man (ผู้ชายที่ยังไม่ได้แต่งงาน)

ทฤษฎีตามแนวปรัชญาในการศึกษา “ความหมาย” มี 3 ทฤษฎีหลัก คือ

                                                       1. ทฤษฎีอ้างอิง (Referential Theory of Meaning)

                                                       2. ทฤษฎีความคิด (Ideational Theory of Meaning)

                                                       3. ทฤษฎีพฤติกรรม (Behavioral Theory of Meaning)

ทฤษฎีทั้ง 3 ทฤษฎีจะมีความเกี่ยวข้องกับการศึกษาความหมาย ที่ผู้พูดใช้คำ สำนวนและประโยคในการพูด และกับโลกที่ผู้พูดเกี่ยวข้อง

          1. ทฤษฎีอ้างอิง

  Frege, 1892 ได้อธิบายทฤษฎีอ้างอิงซึ่งเป็นความคิดที่เกิดขึ้นในการอ้างอิงสิ่งทั่ว ๆ ไป หรือการพูดวลี the morning star และ the evening star เป็นการพูดอ้างอิงดวงดาวเดียวกัน (ดาวศุกร์ หรือ ดาวประกายพฤกษ์) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Planet Venus แต่ถ้าจะวิเคราะห์ว่า วลี the morning star กับ the evening star จะมีความหมาย เหมือนกันหรือไม่ คำตอบคือไม่เหมือนกันหรือต่างกัน เพราะถ้าเราตอบว่า วลีทั้ง 2 มีความหมายเหมือนกัน เราจะเขียนประโยคได้ว่า the morning star is the morning star.

การวิเคราะห์ความหมายที่แท้จริงของคำต่าง ๆ จะสามารถรู้ความหมายอย่างถ่องแท้ได้โดยดูที่ referent หรือ extension ของคำนั้น เช่น คำนาม book จะมีความหมายคือ หนังสือโดยทั่ว ๆ ไป แต่ถ้ามี noun phrase เช่น this book, my book, few books ก็จะให้ความหมายที่เฉพาะที่เฉพาะเจาะจงขึ้น this, my, few ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ก็จะเป็น referent ของ book ทำให้ book มีความหมายเฉพาะเจาะจงขึ้น หรือคำ knit เราสามารถอธิบายได้ว่าเป็นคำกริยาเป็นการกระทำของ referent “knitting” ในขณะที่คำ although, under, for, not เป็นคำที่ไม่มี referent คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ (proper names) สามารถเป็น noun phrase ได้โดยไม่ต้องมีคำอื่นใดเป็น referent ชื่อเฉพาะ เช่น Bangkok, Rome เป็นชื่อเมือง ไม่มี referent และชื่อสะพาน London Bridge มีความหมายว่าเป็นสะพานในกรุงลอนดอน จะไม่มีชื่อสะพานนี้อยู่เมืองอื่น โดยสรุปก็คือ London Bridge จะมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง (meaningful)

          2. ทฤษฎีความคิด

เมื่อผู้พูดเกิดความคิด เรียกว่าเกิดมี thought หรือ idea อะไรขึ้นมา เขาก็จะพูดคำ วลี หรือประโยคออกมา ผู้ฟังได้ยินก็จะคิดตามที่ผู้พูด ถ้าเราคิดเองโดยสรุปว่าผู้ฟังควรจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่พูดได้ตรงกันก็จะเป็นความเข้าใจที่ผิดเพราะความหมายจะตรงกันได้ ก็ต่อเมื่อผู้พูดและผู้ฟังมีความคิด หรือ ideas ที่ตรงกันเป็น universal และเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทฤษฎีความคิดนี้ จะแตกต่างจากทฤษฎีอ้างอิง เพราะตามทฤษฎีอ้างอิงนั้น morning star คือดาวดวงเดียวกับ evening star แต่ตามทฤษฎีความคิดแล้ว morning star ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับ evening star เพราะ morning star เป็นดวงดาวที่เราสามารถเห็นได้ในตอนเช้า แต่ evening star จะพบเห็นได้ในตอนเย็นหรือค่ำ

          3. ทฤษฎีพฤติกรรม

การให้ความหมายโดยทฤษฎีความคิดนั้นบางครั้งไม่สามารถให้ความหมายตรง ๆ ชัด ๆ ได้ แตกต่างไปจากพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้ฟัง ที่แสดงว่าเข้าใจความหมายที่ผู้พูดพูดทฤษฎีพฤติกรรมจะแสดงให้เห็นว่า ถ้าการพูดถ้อยคำ สำนวน หรือประโยคใด ๆ 2 คำ 2 แบบ แล้วทำให้ผู้ฟังพฤติกรรมตอบเหมือนกันทั้ง 2 ครั้ง แสดงว่าทั้ง 2 คำ ฯลฯ มีความหมายเหมือนกัน

Get 30% off your first purchase

Close Welcome Bar